นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มีหน้าที่ หักเงินสะสมจากค่าจ้าง และจ่ายเงินสมทบเพิ่มในอัตราเท่ากัน เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
บทความนี้สรุปว่าใครต้องทำ ทำอะไร นำส่งเมื่อไร และถ้าไม่ทำจะมีผลอย่างไร
ข้อมูล ณ วันที่ 9 ต.ค. 2569 · เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะกรณี
สถานะล่าสุด: อาจมีการชะลอการจัดเก็บ
⚠️ วันที่ 1 ต.ค. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตอบกระทู้ถามในสภาว่า รัฐบาล อยู่ระหว่างพิจารณาชะลอการจัดเก็บออกไปราว 6 เดือน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัย ต่อมามีรายงานข่าวที่ระบุระยะเวลาต่างออกไป ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 9 ต.ค. 2569 ยังไม่พบพระราชกฤษฎีกาหรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาที่เปลี่ยนวันเริ่มจัดเก็บ และเว็บไซต์ระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ewf.labour.go.th) ยังไม่มีประกาศเลื่อน กำหนดเดิมตามพระราชกฤษฎีกาจึงยังมีผลอยู่
ก่อนหยุดหรือเลื่อนการหักเงิน ควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) สายด่วน 1546 หรือ 1506 กด 3
วันเริ่มจัดเก็บกำหนดโดย พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 14 ก.ย. 2568 และเลื่อนวันเริ่มจาก 1 ต.ค. 2568 มาเป็น 1 ต.ค. 2569
ใครต้องทำ
- นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป — ลูกจ้างของกิจการนั้นต้องเป็นสมาชิกกองทุน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 130)
- ยกเว้น กิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดสวัสดิการกรณีลูกจ้างออกจากงานหรือเสียชีวิตตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง (มาตรา 130 วรรคสอง)
- กิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ยังไม่อยู่ในบังคับ เว้นแต่จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ใช้บังคับ (มาตรา 130)
💡 กิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก ควรสอบถาม กสร. ว่าลูกจ้างกลุ่มนั้นต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่
ทำอะไร และเมื่อไร
1. ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับกองทุน
นายจ้างยื่น แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างและรายละเอียดอื่น ๆ แล้ว กสร. จะออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนให้ หากข้อมูลในแบบเปลี่ยนไป ต้องแจ้งเป็นหนังสือขอแก้ไข (มาตรา 130 วรรคห้าและวรรคหก)
นายจ้างที่ยื่นหรือแก้ไขแบบรายการตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมแล้ว กฎหมายให้ถือว่าได้ปฏิบัติตามหน้าที่ยื่นแบบนี้แล้ว (มาตรา 130 วรรคแปด)
ตรวจสอบแบบฟอร์มและช่องทางยื่นล่าสุดได้ที่ ewf.labour.go.th หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่
2. หักเงินสะสม + จ่ายเงินสมทบ ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง
นายจ้างหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบในอัตราเดียวกัน (มาตรา 131) อัตราตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568
- 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 — ลูกจ้าง 0.25% · นายจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง
- ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 — ลูกจ้าง 0.50% · นายจ้าง 0.50% ของค่าจ้าง
ตัวอย่าง: ค่าจ้างเดือนละ 20,000.00 บาท
- เงินสะสม หักจากลูกจ้าง 50.00 บาท
- เงินสมทบ นายจ้างจ่ายเพิ่ม 50.00 บาท
- รวมนำส่ง 100.00 บาท
มาตรา 131 กำหนดอัตราเป็นร้อยละของค่าจ้าง (ไม่เกินร้อยละ 5) และกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 กำหนดเป็นร้อยละของค่าจ้างของลูกจ้างที่เป็นสมาชิก ทั้งสองฉบับไม่ได้กำหนดเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณไว้
⚠️ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกับประกันสังคม อย่านำเพดานค่าจ้างหรืออัตราของประกันสังคมมาใช้
3. นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ พร้อมยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3) ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสม (ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่มเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 ข้อ 4–5 ซึ่งออกตามมาตรา 131 วรรคสี่)
💡 แม้นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่ตรงกำหนด ก็ยังต้องนำส่งเงินเสมือนได้จ่ายค่าจ้างแล้ว (มาตรา 131)
ไม่ทำแล้วเกิดอะไร
- เงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน ของเงินที่ค้างนำส่ง นับจากวันครบกำหนด เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันนับเป็น 1 เดือน (มาตรา 131)
- นายจ้างจะอ้างว่า ไม่ได้หักหรือหักไม่ครบ เพื่อไม่จ่ายเงินเพิ่มไม่ได้ (มาตรา 131)
- พนักงานตรวจแรงงานออกหนังสือเตือน ให้นำส่งภายในเวลาที่กำหนด ไม่น้อยกว่า 30 วัน (มาตรา 132)
- ไม่ยื่นแบบรายการ หรือไม่แจ้งขอแก้ไขรายการภายในกำหนดตามมาตรา 130 หรือกรอกข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 156)
ทำใน Kieraccount อย่างไร
ระบบเงินเดือนของ Kieraccount คำนวณกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ทุกงวด ค่าเริ่มต้นคือ ปิด เพราะกิจการต้องประเมินเองว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่
- ไปที่ เงินเดือน (Payroll) → ตั้งค่าเงินเดือน การ์ด "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง"
- ทำเครื่องหมาย "เปิดใช้ — หักเงินสะสมและบันทึกเงินสมทบในงวดเงินเดือน"
- กรอก เลขทะเบียนนายจ้าง แล้วกด "บันทึกตั้งค่า"
- ช่อง "อัตราตามกฎหมาย ณ วันนี้" แสดงอัตราที่ระบบใช้
- กำหนดฐานค่าจ้างที่ เงินเดือน (Payroll) → เงินได้/เงินหัก — แต่ละรายการมีช่อง "นำมารวมฐานกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง"
- ลูกจ้างที่ได้รับยกเว้น (เช่น เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ตั้งได้รายคนที่ข้อมูลพนักงาน โดยเอาเครื่องหมาย "หักเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ออก แล้วเลือกเหตุผลที่ยกเว้น
- ทำงวดเงินเดือนตามปกติ ระบบหักเงินสะสมออกจากเงินได้สุทธิ และบันทึกเงินสมทบส่วนนายจ้างเป็นค่าใช้จ่ายให้
- เมื่อนำส่ง กด "นำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ในหน้างวดเงินเดือน ระบบแสดงวันครบกำหนด และคำนวณ เงินเพิ่ม 5% ต่อเดือน ให้ หากนำส่งล่าช้า
- รายงานประกอบการนำส่งอยู่ที่ เงินเดือน (Payroll) → รายงานเงินเดือน แท็บ "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" — "รายงานนำส่ง (PDF)" หรือ Export Excel
💡 ระบบเลือกอัตราตาม วันที่จ่ายค่าจ้างของงวด ค่าจ้างเดือนกันยายนที่จ่ายตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 จึงถูกหักด้วย
หากกฎหมายเปลี่ยนก่อนโปรแกรมอัปเดต ตั้งอัตราเองได้ที่ช่อง "กำหนดอัตราเอง" ในการ์ดเดียวกัน
⚠️ รายงานนำส่งใน Kieraccount เป็นรายงานสรุปประกอบการนำส่ง ไม่ใช่แบบฟอร์มของทางราชการ ให้ใช้แบบและช่องทางที่ กสร. กำหนด
บทความที่เกี่ยวข้อง (สำหรับสมาชิก): KB-F05 · เงินเดือน ประกันสังคม และ ภ.ง.ด.1 ในรอบเดียว
แหล่งอ้างอิง
- พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 — ราชกิจจานุเบกษา
- ระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับปรับปรุง — กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หมวด 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (มาตรา 126–138) และมาตรา 156
- กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 — ราชกิจจานุเบกษา
- ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่มเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 — ราชกิจจานุเบกษา
บทความถัดไป: KB-L02 · ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1 · 3 · 53 ยื่นเมื่อไร